วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โรงเรียน เทพศิรินทร์ เชียงใหม่

ประวัติโรงเรียน เทพศิรินทร์ เชียงใหม่



โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ เดิมชื่อโรงเรียนน้ำบ่อหลวงวิทยาคมได้เริ่มก่อตั้งขึ้นจากคณะสงฆ์ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ครู พ่อค้าคหบดี ในตำบลสันกลาง ตำบลบ้านแม และตำบลยุหว่า ซึ่งได้มีความเห็นร่วมกันว่า สมควรจัดตั้งโรงเรียนมัธยม-ศึกษาประจำตำบลขึ้นโดยใช้พื้นที่สาธารณะหน้า วัดวนารามน้ำบ่อหลวง หมู่ที่ 5 ตำบลสันกลาง (หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำบ่อหลวงในปัจจุบัน) โดยได้เสนอผ่านอำเภอสันป่าตอง ตามหนังสือที่ ชม.61/4520 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2521 และกรมสามัญศึกษาได้ประกาศให้ตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา
ประจำตำบลขึ้น ใช้ชื่อ "โรงเรียนน้ำบ่อหลวงวิทยาคม" ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2522 และได้เริ่มก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว 2 หลัง และห้องส้วม ขนาด 3 ที่นั่งโดยได้รับบริจาคจากประชาชนในท้องที่ 3 ตำบล มีนายโสภา สุวรรณศรีคำศึกษาธิการอำเภอในขณะนั้น รักษาราชการแทน ในตำแหน่งครูใหญ่ ต่อมากรมสามัญศึกษาได้ส่งนายองอาจ เจริญเวช มาเป็นครูใหญ่ มีครู 5 คนเปิดสอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีนักเรียนรุ่นแรก 45 คน ต่อมาในปี 2530 ได้รับคัดเลือกเข้าในโครงการ มพช.2 รุ่นที่ 2 จึงได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน โรงฝึกงาน และปรับปรุงบริเวณ โรงเรียนน้ำบ่อหลวงวิทยาคมได้รับการรับรองเป็นโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนในฝันในปี พ.ศ. 2548 ปัจจุบันเปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง ปีที่ 6
เข้าร่วมเครือข่ายโรงเรียนเทพศิรินทร์ ในปีการศึกษา 2550 โดยได้รับความเห็นชอบและสนับสนุน จากคณะกรรมการโรงเรียนเทพศิรินทร์ และสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ เป็นโรงเรียนเครือข่าย ลำดับที่ 8 โดยเริ่มนับจาก



ลำดับที่ 1 โรงเรียนเทพศิรินทร์
ลำดับที่ 2 โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า
ลำดับที่ 3 โรงเรียนเทพศิรินทร์คลองสิบสาม ปทุมธานี
ลำดับที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
ลำดับที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค
ลำดับที่ 6 โรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า กาญจนบุรี
ลำดับที่ 7 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ขอนแก่น






วิสัยทัศน์
โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา โดยมุ่งเน้นความสามารถด้านเทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสาธารณสมบัติ




พันธกิจ
1. พัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้ได้ระดับมาตรฐานการศึกษา
2. พัฒนาครูให้มีความรู้ ความสามารถตามจรรยาบรรณ
และมาตรฐานวิชาชีพ
3. พัฒนาระบบบริหารการจัดการ
4. พัฒนาสภาพบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน

เป้าประสงค์
นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษา มีความสามารถด้านเทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสาธารณสมบัติ



วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โรงเรียน เทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่

โรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ( สช.) ตั้งอยู่เลขที่ 6 / 1 ถ. ช้างเผือก ต. ศรีภูมิ อ. เมือง จ. เชียงใหม่ บนเนื้อที่ 4 ไร่ 97 ตารางวา เปิดดำเนินการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ในลักษณะการลงทุนร่วมกันระหว่าง นายประกอบ สื่อกระแสร์ เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ( ในฐานะผู้รับใบอนุญาต ) กับผู้ร่วมลงทุนภายใต้กำหนดระยะเวลา 25 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2533 ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินกิจการใหม่โดยทายาทของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ซื้อโอนกิจการ ทั้งหมดมาดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวซึ่งมี ดร.อุทัย สื่อกระแสร์ เป็นผู้รับใบอนุญาต

นับตั้งแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกิจการเป็นต้นมา ผู้ดำเนินการได้ยึดนโยบายที่จะพัฒนาสถาบันการศึกษาให้ไปสู่เป้าหมายด้านคุณภาพและมาตรฐานในทุกด้าน โดยได้มีการปรับปรุงพัฒนาระบบการบริหารการจัดการหลักสูตรกระบวนการจัดการเรียนการสอน อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ ทันสมัยมาใช้ตามลำดับ และในปี 2544 ได้จัดให้มีการจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นปีแรก
ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายที่จะให้เป็นสถาบันการศึกษาที่สามารถรองรับและให้บริการเยาวชนทั้งจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สัญลักษณ์
รูปองค์พระพิฆเนศวร์ อันเป็นเทพแห่งศิลปวิทยา
ประดิษฐานภายในเทวลัยสถาน

เครื่องหมาย / ตราของโรงเรียนเทพบดินทร์วิทยา ใช้ตราประจำโรงเรียน เป็นวงกลม ๒ วงซ้อนกัน วงกลมวงในเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๕ เซนติเมตร ภายในวงกลมเป็นสัญลักษณ์เป็นเทพประจำโรงเรียน ประทับอยู่ในเทวาลัย ภายในกรอบโดยมีชื่อโรงเรียนเทพบดินทร์วิทยา วงกลมวงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔.๕ เซนติเมตร ด้านบนเป็นชื่อโรงเรียนเทพบดินทร์วิทยา ด้านล่างชื่อที่ตั้ง ๖/๑ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

อักษรย่อประจำโรงเรียน
ท.บ.
สีประจำโรงเรียน
เขียว - ขาว



คติที่ยึดถือ
บุตรหลานของท่าน คือลูกหลานของเรา
YOUR SON IS OUR SON
ปรัชญาประจำโรงเรียน
เน้นความรู้ คู่คุณธรรม นำวินัย ใฝ่กีฬา




Snow Dome




ทอดน่องท่อง Snow Dome ที่สวนสัตว์เชียงใหม่
Chiang Mai Zoo Snow Dome
เป็นโครงการในยุคเดียวกันกับ Chiang Mai Zoo Aquarium
เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 (ในตอนนั้นลูกหมีแพนด้ายังเป็นวุ้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้สิครับ)
เนื่องจากปีแรก ช่วงช่วง-หลินฮุ่ยก็สามารถทำเงินทำทองเข้าสวนสัตว์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำดังนั้นก็น่าจะมีโครงการอะไรสักอย่างให้สมศักดิ์ศรีตัวเงินตัวทอง (ที่ไม่ใช่วารานัส) สักหน่อยตัวโครงการก็ต้องมีจุดดึงดูดใจ ให้สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งแพนด้าอย่างเดียวผลออกมาเป็น โดมหิมะ ที่ทำให้คนเหนือไม่ต้องถ่อลงไปเที่ยวเมืองหิมะไกลถึงดรีมเวิร์ลครับ


ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ท่านเหยียบเข้าไปในเขตสวนสัตว์
1.
ค่าธรรมเนียมบัตรผ่านประตู
ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท อันนี้ต้องจ่ายแน่นอนเป็นประเดิมอยู่แล้วครับ (ยกเว้นผู้สูงอายุ)
2.
ค่าธรรมเนียมจอดรถ
รถยนต์ 50 บาท จักรยานยนต์ 10 บาท จักรยาน 1 บาท (ถ้าที่นี่มีทางจักรยานดีๆ ก็น่าสนใจ)ถ้าไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียมจอดรถ เราก็มีทางเลือกอื่น เช่น รถแดง (ที่อาจโกงค่าโดยสาร)รถเมล์ขาว (ที่ผมไม่แน่ใจเรื่องเส้นทางกับระยะเวลาในการปล่อยรถ) หรือวานให้คนอื่นมาส่งต่อจากนั้นก็ใช้บริการรถฟรีซึ่งจอดตรงประตูหน้าไปส่งถึงโดมหิมะและบ้านหมีแพนด้าได้ครับส่วนท่านที่ต้องการนั่งรถเที่ยวรอบสวนสัตว์ เขาจะจอดรถให้ท่านที่จุดซื้อบัตรก่อนถึงโดมหิมะ(ผมไม่แน่ใจว่าเขาย้ายจุดขายบัตรลงมาจากด้านบน หรือกะหลอกขายคนไม่ชำนาญพื้นที่ ?)

3.ค่าธรรมเนียมโดมหิมะ
ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 100 บาท จำกัดวันละ 12 รอบๆ ละ 50 คน ประกอบด้วยรอบเวลา ดังนี้
09.45, 10.25, 11.05, 11.45, 12.25, 13.05, 13.45, 14.25, 15.05, 16.45, 17.05, 17.45


จุดขายบัตรเข้าขมด้านซ้ายมือมีสองช่อง ช่องหนึ่งสำหรับหมีแพนด้า ช่องหนึ่งสำหรับโดมหิมะบัตรเข้าชมหมีแพนด้า เมื่อซื้อแล้ว สามารถเข้าไปดูหมีแพนด้าได้เลยครับ ดูนานแค่ไหนก็ได้บัตรเข้าชมโดมหิมะ เมื่อซื้อแล้ว ดูเวลาให้ดีก่อน ต้องรอให้ถึงรอบของตนเอง จึงจะเข้าไปได้บัตรเข้าชมสองอย่างนี้ขายแยกกัน ดังนั้น จะดูหมีอย่างเดียว หรือเข้าโดมหิมะอย่างเดียวก็ได้



หมีแพนด้า ชิดขวาผ่านตลอดเลยครับ ส่วนโดมหิมะ พอใกล้ถึงเวลาให้มาเข้าแถวรอด้านซ้ายเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบว่า ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไป เพราะอาจจะเกิดเสียหายได้ถ้าท่านมั่นใจว่ากล้องของท่านทนอุณหภูมิติดลบได้ จะลองแอบลักลอบนำเข้าไปก็ได้นะครับแต่ถ้าเกิดมันเจ๊งขึ้นมา ก็ให้รับผิดชอบเอง ทางสวนสัตว์ถือว่าแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วนะเออช่วงว่างระหว่างรอให้ถึงรอบของผม (ซื้อสิบโมงได้รอบ 11.05 น.) ก็เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆจะไปยืนรอก่อนก็เข้าไม่ได้อยู่ดี จะอยู่หัวแถวยังไงก็โดนกักให้เข้าตู้แช่แข็งพร้อมกันอีกอยู่ดี



ภายในร้านขายของที่ระลึก อยู่ติดกับจุดขายบัตรเข้าชมเลยครับ กะว่าไม่ให้คลาดสายตาแน่ๆ
.
พอใกล้ถึงเวลาเข้าโดมหิมะของแต่ละรอบ คนที่ซื้อบัตรแล้วจะไปออกันอยู่หน้าประตูเป็นแถว(ย้ำอีกรอบ ท่านใดที่กะมาดูแต่หมีแพนด้า ให้เดินชิดขวาเข้าไปเลยครับ ไม่ต้องต่อคิวกับเขา)เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตรวจบัตร เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งรอถือฟ็อกเกอร์สำหรับพ่นยาฆ่าเชื้อใส่มือเราจากนั้นเดินไปทางซ้ายมือ จะเป็นตู้ล็อคเกอร์เก็บของและจุดแจกเสื้อกันหนาว รองเท้า หมวก
อุปกรณ์เหล่านี้รวมอยู่ในค่าบัตรเข้าชมโดมหิมะเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมานั่งแต่งตัวให้เรียบร้อยเจ้าหน้าที่จะพาไปที่ห้องกักอากาศพร้อมกันทั้งหมด เพื่อชี้แจงรายละเอียดการเข้าชมโดมหิมะ
.
เหตุผลในการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมที่ 50 คนต่อรอบ
.
- ตู้ล็อคเกอร์ มีจำนวนจำกัด บริเวณแต่งตัว นั่งรอ จุคนได้แค่นั้น
- ห้องกักอากาศที่ใช้ฟังคำชี้แจงก่อนเข้าโดมหิมะ จุคนได้แค่นั้น
- โดมหิมะมีขนาดเล็ก หากเกิน 50 คนละก็ จะแออัดมากเกินไป

.
ผมเล็งรอบเช้าๆ เลือกวันที่ฟ้าครึ้มๆ ฝนปรอยๆ ปรากฏว่า รอบนั้นยังมีคนเข้าไปสามสิบกว่าคนหลังสัมผัสระบบการจัดการทั้งหมดแล้ว ตัวเลข 50 คน ถือว่าเป็นลิมิตที่เหมาะสมดีแล้วล่ะครับแต่ละวันจะรองรับผู้เข้าชมสูงสุด 600 คน เพียงมีผู้ใช้บริการ 360 คน หรือ 60% ของค่าสูงสุดก็ครอบคลุมค่าไฟฟ้า 1.4 ล้านบาทต่อเดือนไปจนถึงค่าดำเนินการพื้นฐานบางส่วนแล้วล่ะครับ